วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิธีนวดกดจุดให้หน้าใส

facial1

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวสวยใส อ่อนวัยได้ตลอดนั้นอยู่ที่เส้นเลือดและท่อน้ำเหลือบนใบหน้า ถ้าเราดูแลให้เส้นทางเหล่านั้นไหลเวียนได้คล่องตัวอยู่ตลอด อาหารและของเสียก็จะลำเลียงให้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวหน้ามีสุขภาพดีขึ้นด้วยนั่นเอง
สำหรับวันนี้ GoodlyWomen จึงขอเน้นที่การกระตุ้นเลือดลมด้วยการกดจุดก่อน (เรื่องนวดต่อมน้ำเหลืองเอาไว้โอกาสหน้านะคะ) วิธีนี้เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถทำได้ตอนล้างหน้า หรือบำรุงผิวด้วยมอยซ์เจอไรเซอร์ รับรองได้ผลดี ไม่เสียเวลา แถมยังช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดีมากเลยล่ะค่ะ
 


STEP 1 : ทาครีมบำรุงผิวหน้า

ทาโลชั่น ครีม หรืออโรมาออยล์ลงบนผิวหน้า แล้วนวดคลึงสักพักก่อน เวลานี้ให้ปล่อยตัวตามสบาย ทำจิตใจให้ผ่อนคลายที่สุด ใครอยากจะหายใจแบบโยคะไปพร้อมๆ กันด้วยก็ได้ จะได้ฝึกสมาธิไปด้วยค่ะ




STEP 2 : กดตามแนวใต้กระดูกโหนกแก้ม 

ใส่แรงกดพร้อมๆ กับการหายใจออก และคลายแรงกดเมื่อสูดลมหายใจเข้า กดค้างไว้จุดละ 3 – 6 วินาที หากต้องการกดซ้ำให้เว้นช่วงซัก 5 – 7 วินาที เคลื่อนตามแนวมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณเหนือกระดูกโหนกแก้ม



Step 3 : กดตามแนวเหนือกระดูกโหนกแก้ม มาจนถึงหางคิ้ว

ทำแบบเดียวกับสเตปด้านบน แต่พอมาถึงหางคิ้วแล้วคุณอาจกดจุดที่ขมับทั้งสองข้างด้วยก็ได้ ทิ้งไว้ 3 – 6 วินาทีแล้วปล่อย จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลังกดจุดแต่ละแนวให้ตบผิวเบาๆ จะช่วยให้ครีมบำรุงซึมลึกได้ดีขึ้น และลดการเกิดฝ้าได้


STEP 4 : ใช้นิ้วโป้งกดรอบเบ้าตา และหัวคิ้ว

จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะจุดบริเวณหัวคิ้ว กดแล้วจะทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น หลังกดอาจใช้มือตบเบาๆ บริเวณใต้ตา ก็จะช่วยเรื่องรอยคล้ำใตตาให้ดีขึ้นได้ด้วยค่ะ




Step 5 : กดไล่จากตรงกลางขมับ ออกไปทางด้านข้าง

ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ค่อยๆ กดตามแนวดังรูป หลังจากกดแล้ว อาจใช้นิ้วกลางกดบริเวณหัวคิ้ว แล้วนวดเป็นรูปขดลวดตั้งแต่หัวคิ้วไปจนถึงขมับทั้งสองข้าง ก็จะช่วยลดรอยย่นบนหน้าผากได้ค่ะ (สามารถดูวิธีนวดได้จาก วิธีกำจัดรอยย่นบนหน้าผาก)



 
 ภาพประกอบ : ทีมงาน GoodlyWomen.com
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
หนังสือ เคล็ดลับผิวใส สไตล์ญี่ปุ่น
WebMD.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

บทสรุปวิธีหาเงินบนเว็บไทยที่ยังแรงในปี 55

ถ้าเพลงอมตะคือเพลงที่เปิดได้ทุกปีฟังได้ทุกคน วิธีการสร้างรายได้บนเว็บไซต์ที่จะนำเสนอในบทความต่อไปนี้ก็ล้วนเป็นวิธีการอมตะที่ทุกเว็บไซต์จะสามารถทำได้ทุกปีไม่มีเว้นเช่นกัน สำหรับปี 2555 ที่จะถึงนี้ หากใครที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์แล้วยังไม่ได้ลงมือดำเนินการตามวิธีอมตะเหล่านี้ ก็ขอให้ปี 2555 เป็นนิมิตรหมายอันดีที่คุณจะได้ลองเพื่อจะได้มีกำลังใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการเว็บไทยยิ่งกว่าเดิม
      
       ***4 วิธีสร้างรายได้จากเว็บไทย เพื่อคนไทย
       บทความโดย @goople (www.goople-adsense.com)
      
       หลายคนยังสงสัยว่า เว็บไซต์บนโลกมีเป็นพันเป็นหมื่นแล้ว เราควรจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองไหม? แล้วถ้ามี จะสร้างรายได้จากเว็บไซต์ที่ทำได้อย่างไร วันนี้เราจัดการรวบรวมวิธีการสร้างรายได้จากเว็บที่ทำเนื้อหาเป็นภาษาไทย ขอเชิญทุกคนตามเก็บ ตามอ่าน ที่สำคัญ ทำเลย!! ^_^
      
       1. สร้างรายได้จากการติดโฆษณา
      
       การติดป้ายโฆษณาภายในเว็บไซต์ ยังเป็นช่องทางการทำเงินที่ดีและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้พัฒนาเว็บไซต์อยู่เสมอ แต่คำว่าติดโฆษณาบนเว็บไซต์ในวันนี้มีความหมายมากกว่าเดิม
      
       โฆษณาอย่างแรกที่เรารู้จักกันดีคือการติด banner โฆษณา บอกได้เลยว่าโฆษณารูปแบบนี้ยังคงเป็นหัวใจในการสร้างรายได้ให้ผู้ที่ทำเว็บตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน บางคนอาจจะมองว่าเชยมากที่จะมาบอกเรื่องการสร้างรายใด้ด้วยวิธีนี้ แต่นี่คือรายได้หลักคนทำเว็บจริงๆ!!
      
       ดูได้จากเว็บใหญ่ๆ อย่าง sanook, kapook และ dek-d รู้ไหมว่ารายได้จากการรับวาง banner เดือนละเป็นหลักล้าน!! แต่การจะมีคนยอมจ่ายเงินค่าติด banner ได้ เราก็ต้องมีเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่โดนใจกับผู้เข้าเยี่ยมชม เมื่อมีผู้ชมเว็บมาก รายได้จากการติด banner ก็จะตามมาเอง ซึ่งแน่นอนว่า การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราโด่งดังได้ขนาดนั้น เราต้องมีการคิดอะไรที่แตกต่างแต่โดนใจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างชัดเจนซึ่งแน่นอนว่า ยากส์.. แต่ลองคิดและลองทำดูนะคะ บางทีอาจจะมีโอกาสเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหัวเราก็ได้ค่ะ
      
       มาดูการสร้างรายได้จากการติดโฆษณาอันต่อมา สำหรับเว็บเล็กๆ เกิดใหม่ คนเข้าน้อยจะเอา banner ที่ไหนมาติด ไม่เป็นไรคะ เรามีทางเลือกที่ 2 คือ การติด google adsense ซึ่งเป็นการหารายได้จากให้เช่าพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ของเรา ผ่านระบบของ google ซึ่งมันก็เหมือนกับการติดโฆษณาแบบ banner นั่นเอง แต่ต่างกันตรงที่ เราไม่ต้องหาคนมาลง banner กับเรา แค่ติด code จาก google adsense มันก็จะไปหาโฆษณามาติดให้ที่เว็บเราเองโดยอัตโนมัติ
      
       เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันดีในหมู่ webmaster รุ่นใหม่ๆ กันแล้วที่จะหันมาทำเว็บแล้วสร้างรายได้ให้เว็บมีชีวิตรอดต่อไป แม้การทำ google adsense นั้น รายได้อาจไม่สวยงามเท่าการรับติด banner แบบปกติในเว็บใหญ่ๆ แต่ก็สามารถหล่อเลี้ยงให้เว็บอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม มีจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำรายได้บน adsense จากเว็บเล็กๆ รวมๆกันให้กลายเป็นรายได้ก้อนใหญ่ได้เช่นเดียวกัน เราจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงในการสร้างรายได้จาก google adsense
      
       แบบที่ 3 คือการติดป้ายโฆษณาน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดในวงการเว็บเมืองไทยเลยก็คือ nuffnang ซึ่งมีชื่อเสียงในการสร้างรายได้ให้กับคนทำเว็บเมืองนอกมานักต่อนักแล้ว
      
       nuffnang ได้เข้ามาเปิดตัวในไทยแล้วขณะนี้ ด้วยหลักการง่ายๆคือ nuffnang จะหา Banner มาลงโฆษณาให้กับ blog หรือเว็บไซต์ของเราเอง เพียงแค่สมัครเท่านั้น ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากในขณะนี้
      
       2. สร้างรายได้จากการเป็นตัวแทนขายสินค้า (Affiliate marketing)
      
       สำหรับคนที่มองหารายได้จากการทำงานออนไลน์นั้น เรื่อง Affiliate Marketing ถือเป็นเรื่องการหารายได้ที่ร้อนแรงมากที่สุด เพราะสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำใน Black Friday , Cyber Monday , Chirstmas และ ปีใหม่ ในทุกๆ ปีที่ผ่านมา
      
       การทำ affiliate นั้นก็คือการเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับเจ้าของสินค้า แล้วเมื่อขายสินค้าได้ เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินค้านั้นๆ นั่นเอง ซึ่งในช่วงเทศกาล Black Friday นั้น เป็นการลดราคาสินค้าในอเมริกา แต่ในประเทศไทยนั้น ตอนนี้เราก็สามารถเปิดให้ทำ affiliate ขายสินค้าในประเทศไทยได้แล้ว คือ Trendyday.com โดยทาง Trendyday นั้น เป็นเว็บในเครือของบริษัท Officemate ซึ่งเป็นเว็บที่ขายอุปกรณ์สำนักงานรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังมีระบบการจ่ายเงิน และการจัดส่งสินค้าเป็นจุดแข็งอยู่แล้ว จึงสามารถทำให้ผู้ที่ต้องการจะสร้างรายได้จากการเป็นตัวแทนสินค้า หรือ affiliate ในประเทศไทยสามารถทำเงินได้ไม่ยาก
      
       ขอยืนยันว่าเจ้าของเว็บไทยไม่ควรพลาดในการสร้างรายได้จากการเป็น Affiliate จาก Trendyday เพราะตอนนี้ในประเทศไทย Trendyday เป็นบริษัทฯ เดียวที่ให้เรา Affiliate ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมมีเครื่องมือในการทำงานอย่างเพียบพร้อมในการสร้างรายได้กันเลยทีเดียว
      
       3. สร้างรายได้จาก web content หรือ blog
      
       การหารายได้จาก web content หรือ การได้เป็น blogger ผู้โด่งดังนั้น คือ การที่เราเขียนเนื้อหาโดนๆ และเป็นเรื่องราวที่มีคนสนใจในช่วงเวลานั้นๆ มีคนเข้าเว็บไซต์มากมาย รายได้ของเราก็จะมาจากการที่ brand ต่างๆ พากันมาให้เราเขียน blog หรือ review สินค้า หรือให้ช่วยเขียนเชียร์สินค้าของเขา กันอย่างมากมาย รวมไปถึงการได้สินค้ามาใช้ฟรีๆ ก่อนคนอื่นอีกด้วย
      
       ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเว็บ Jeban ที่เครื่องสำอางหลาย brand ต้องลงโฆษณากับ Jeban หรือส่งสินค้าไปให้ทางเว็บแจกและ review กันเลยทีเดียว เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าผู้หญิงที่รักสวย รักงามอย่างชัดเจน ซึ่งเราเองก็สามารถสร้างรายได้จากเขียน web content ดีๆ ให้มีผู้อ่านมากๆ ได้เช่นกัน
      
       4. สร้างรายได้จากการขอทุน
      
       แต่หากเรามีไอเดียดีๆ และช่วยเหลือสังคมได้ แต่ดูแล้วเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างรายได้จากการติด โฆษณา หรือทางหาเงินอื่นๆ ก็มีอีกวิธีคือ การทำ proposal ขอทุนสนับสนุนเว็บของเรา จากกระทรวง ทบวง กรม กองต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งทางราชการนั้น จะมีงบประมาณในการทำทุกอย่างเพื่อสังคมอยู่แล้ว แต่ต้องเขียนให้เป็น และทำเว็บที่ดีเพื่อสังคมจริงๆ ก็จะสามารถหาเงินได้
      
       ไม่เพียงแต่ราชการเท่านั้น ตอนนี้หลายๆ บริษัทก็หัดมาทำ CSR กันอย่างมากมาย ถ้าใครมี project หรือไอเดียดีๆ ที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้ ก็ส่ง proposal ไปขอกับบริษัทต่างๆ เหล่านี้ได้ แล้วเริ่มโครงการได้ทันที…
      
       นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้จากเว็บไทย เพื่อคนไทยเท่านั้น แต่ทั้งนี้ยังมีวิธีการอื่นๆ ในการสร้างรายได้จากออนไลน์อีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ เช่น share file แล้วได้เงิน (บทความตอนที่แล้ว), หรือ การ share รูปภาพสร้างรายได้… และมีอีกสารพัดวิธีที่ทำได้ นอกเหนือจากการสร้างรายได้จากธุรกิจ E-commerce ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
      
       ดั้งนั้น ลองหาวิธีการสร้างรายได้ในแบบของเราดูนะคะ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเลือกแบบใด แบบหนึ่ง แต่เราสามารถทำได้ทุกแบบที่เราต้องการได้ทั้งหมดค่ะ

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ครีมกันแดดป้องกันความร้อนจากเตาได้ไหม จะปกป้อง-ฟื้นฟูผิวจากความร้อนหน้าเตาได้อย่างไร


ใครคนที่ต้องทำงานอยู่หน้าเตาอาหารนานๆ คงสงสัยใช่มั้ยค่ะว่า ใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากความร้อนของเตาจะได้ผลหรือไม่ ไม่อย่างนั้นควรต้องทำอย่างไร  วันนี้ มีหาคำตอบมาฝากค่ะ 

ครีมกันแดดป้องกันความร้อนจากเตาได้ไหม

คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ เพราะเวลาอยู่กับเตาเราจะเจอรังสีความร้อนหน้าเตา ควัน ไอน้ำ แต่พออยู่กลางแดดสิ่งที่จะทำร้ายผิวเราคือ UVA และ UVB ซึ่งครีมกันแดดทั่วไปจะปกป้องผิวได้จากรังสี UV เท่านั้น เพียงแต่ถ้าคุณต้องออกเดินทางมาทำงานและยังต้องเจอกับแดด  เราก็ยังแนะนำให้คุณทาครีมกันแดดอยู่ เพียงแต่ใช้แค่ไม่เกิน SPF 15 – 30 ก็พอค่ะ

จะปกป้อง-ฟื้นฟูผิวจากความร้อนหน้าเตาได้อย่างไร

ถึงจะใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันไม่ได้ แต่อาการของผิวที่ต้องสัมผัสกับความร้อนก็ยังคล้ายคลึงกันอยู่  เช่น ผิวหมองคล้ำ หยาบกร้าน บวมแดง ดังนั้นวิธีการบำรุงฟื้นฟูก็จะไม่ต่างกันมากค่ะ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
  • สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ปกป้องผิวจากความร้อนให้มากที่สุด เช่น ใส่ปลอกแขนกันความร้อน ใส่หน้ากากหรือคลุมหน้าเอาไว้เพื่อป้องกันความร้อนและควัน (ถ้าไหว)
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น คอยซับใบหน้าอยู่บ่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดอาการบวมแดง และเป็นการคืนความชุ่มชื้นให้ผิว
  • คอยจิบน้ำทุกครั้งเมื่อมีโอกาส *สำคัญมาก*
  • หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ใช้ว่านหางจระเข้ หรือน้ำผึ้ง มาร์สกหน้าบ่อยๆ สองอย่างนี้มีฤทธิ์ช่วยรักษาแผล จึงช่วยฟื้นฟูผิวด้านนอกที่เสียหายเพราะความร้อนได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อีกด้วย
  • หากไม่สะดวกใช้ว่านหางจระเข้หรือน้ำผึ้ง จะใช้เป็นครีม aftersun ก็ได้ คุณสมบัติของครีมพวกนี้คือการฟื้นฟูผิวที่เสียหาย ในกรณีนี้สามารถนำมาใช้กับผิวที่โดนความร้อนได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งส่วนมากก็จะมีสูตรว่านหางจระเข้กันอยู่แล้ว
  • มาร์กสหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นการเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น สูตรแตงกวา ว่านหางจระเข้ หรือจะใช้เป็นมาร์กข้าวโอ๊ตผสมน้ำผึ้งทำเองก็ได้
  • อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว หรือผลิตภัณฑ์ขัดผิวบ่อยเกินไป เพราะพวกนี้จะทำให้ผิวบางลง ทนทานต่อความร้อนได้ยากขึ้น และจะทำให้ผิวเสียหายอย่างถาวรมากขึ้น หากอยากใช้ก็ประมาณสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอค่ะ
  • ผู้ที่ผิวแห้ง หยาบกร้านมาก ควรลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี retinoid, Salicylic acid หรือโทนเนอร์กำจัดสิว คือใช้ได้ แต่อย่าใช้เป็นประจำทุกวันเพราะสารพวกนี้จะทำให้ผิวแห้งได้ง่าย
  • ทานอาหาร ผักผลไม้ที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์สูง โดยเฉพาะวิตามิน C เพื่อต่อสู้กับความหมองคล้ำและริ้วรอย
  • ใช้ครีมบำรุงผิวก่อนนอนที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และเน้นเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น ครีมวิตามิน E วิตามิน C
  • พยายามนอนพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนอนในช่วงเวลา 3 – 4 ทุ่มจะดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่กลไกฟื้นฟูของร่ายกายจะทำงานได้ดีที่สุด ผิวพรรณจะสดใสฟื้นตัวได้ง่ายขึ้น และมีแรงทำงานในวันถัดไปมากขึ้นด้วย
การจะปกป้องผิวจากความร้อนให้ได้ผลนั้น หัวใจหลักก็คือการชดเชยความชุ่มชื้น และชดเชยน้ำที่เสียไปกับความร้อนให้กับผิวนะคะ นอกจากนั้น การทานอาหารที่มีประโยชน์และการพักผ่อนให้เพียงพอก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน อยากให้จำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจค่ะ
 
ขอบคุณข้อมูลจาก : เภสัชกรหญิงพรพรรณ นิติภานนท์

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

นัดเดทแบบเร่งด่วน... แต่งหน้าให้เอาอยู่ (คู่หูเดินทาง)




นัดเดทแบบเร่งด่วน... แต่งหน้าให้เอาอยู่ (คู่หูเดินทาง)

 
          หากสาว ๆ ต้องเจอนัดเดทแบบเร่งด่วน จะแต่งหน้าอย่างไรให้เขาประทับใจดีนะ... 
 
           1. ปกปิดเฉพาะที่จำเป็น : ยิ่งเวลาน้อย คงไม่มีเวลามาบรรจงปกปิดแบบเนี๊ยบครบขั้นตอน ฉะนั้นลองแต้มคอนซีลเลอร์ในบริเวณที่เป็นรอยแดงๆ (อย่างบริเวณที - โซน) หรือบริเวณที่มีรอบคล้ำ (อย่างรอบดวงตา) แล้วปัดแป้งทับลงไปทั้งใบหน้า เพื่อให้ดูเนียนเรียบสม่ำเสมอกันทั่วทั้งใบหน้า

           2. เน้นทรงคิ้ว : คิ้วที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและเข้ารูปทรง จะช่วยทำให้คุณดูสวยพร้อมได้อย่างรวดเร็ว
โดยใช้แปรงปัดคิ้วให้ได้รูป ถ้ามีคิ้วเส้นไหนดูรกยุ่งเหยิงไม่ได้รูปไม่ได้ทรง ก็ถอนหรือใช้มีดโกนกันออกไป

           3. ริมฝีปากสวย : อย่างน้อยหากบนใบหน้าปราศจากสีสันแบบจัดเต็ม การทาลิปสติกหรือลิปกลอสสีสันสดใสก็ช่วยได้เยอะ ดังนั้นอย่าลืมพกพาลิปสติกแท่งโปรดติดกระเป๋าเอาไว้เติมในระหว่างเดทกันด้วยล่ะ

           4. มาสคาร่าเพื่อขนตางามงอนในพริบตา : เมื่อเวลาน้อยจนไม่สามารถแต้มอายแชโดว์ไล่เรียงกันอย่างมีมิติหรือกรีดอายไลเนอร์เส้นคมได้ทัน ไม่ยากคุณอาจใช้วิธีทาอายแชโดว์บางๆ สีเดียวบนเปลือกตา จากนั้นเลือกมาสคาร่าชนิดเพิ่มความยาว ความหนา ปัดขนตาเบาๆ เอาให้ดวงตาดูโดดเด้งขึ้นมาพอประมาณ เท่านี้ก็เอาอยู่แล้ว 

          นอกจากนี้อย่าละเลยทรงผมด้วย อย่างน้อยแต่งหน้าไม่ครบสูตรแต่ผมไม่กระเซอะกระเซิงก็ยังโอเคอยู่นะ

ที่มา : http://fb.kapook.com/women-37871.html


ทำการตลาดอย่างไร ให้ธุรกิจของคุณ.....ด้วย Facebook


ถ้าคุณทำการตลาดให้ธุรกิจของคุณด้วย Facebook ละก็ คงไม่ตกขบวนรถไฟในเรื่องของการสร้างแฟนเพจ (Fan Page) ขึ้นมาใช่ไหมคะ เพราะว่าแฟนเพจเป็นสิ่งที่ช่วยท่านสร้าง Brand Awareness (การรับรู้ในแบรนด์) และเชื่อมโยง (Connect) ธุรกิจของคุณกับลูกค้าและว่าที่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าที่หน้าหลักของ Facebook (หน้า Personal Profile) เราสามารถมีเพื่อนได้จำกัดเพียงแค่ 5,000 คน แต่ที่ Fan Page เราสามารถมีคนมา Like เรา ได้ไม่จำกัด และในบรรดาแฟนๆ เหล่านั้น เราก็สามารถส่งข้อความ (ประชาสัมพันธ์/สร้างความสัมพันธ์) ถึงทุกคนได้เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก ปัญหามีอยู่ว่าเราจะโปรโมทหน้าแฟนเพจของเราอย่างไรให้มีคนมารู้จัก และ Like เราเยอะๆ
กูรูหลายคนบอกว่า วิธีการประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ น่ะ มันไม่ work แล้ว ต้องใช้วิธีใหม่ๆ เช่น ติดตั้งกล่อง Facebook ในหน้าเว็บของเรา ต้องติดปุ่ม Like/Share ในบล๊อก โน่น..นี่..นั่น ดิฉันไม่เถียงค่ะ  แต่ดิฉันก็ยังคิดว่า วิธีการแบบพื้นๆ Old School ก็ยังใช้ได้ดี ไม่เชื่อคุณลองทำตามวิธีเหล่านี้ แล้วจะพบว่ามันยังได้ผลดีจริงๆ
นี่คือ 13 วิธีพื้นๆ ที่ช่วยโปรโมทหน้า Facebook Fan Page ได้อย่างน่าอัศจรรย์

1. โฆษณาหน้าแฟนเพจซะบ้าง - ประเภทที่ว่า “สร้างหน้าเพจไว้ แล้วเดี๋ยวคนก็รู้จักเอง” ดิฉันว่าลืมไปก่อนเถอะ ถ้าคุณอยากให้คนมารู้จัก Fan Page ของคุณ ก็ต้องบอกพวกเขาสิ  อย่างน้อยก็สร้างลิ้งค์จากเว็บไซต์หรือ Blog ของคุณมายังหน้า Fan Page ซะหน่อย วางลิ้งค์ (หรือ icon ที่มีลิ้งค์) ไว้ในที่ที่คนกวาดสายตาไปเจอ (เช่นบน Header หรือด้านบนสุดฝั่งซ้ายหรือขวาของหน้าเว็บ) ถ้าจะให้ดี ก็ใช้ icon เป็นรูป Facebook Icon คนอ่านจะได้เข้าใจ และดูน่าคลิกนะ
เอาให้ดีไปกว่านั้น ก็ใช้บริการโฆษณาของ Facebook ซะเองเลย (Facebook Ads) หรือไม่ก็โฆษณาด้วย Banner ในที่ต่างๆ แค่นี้หน้า Fan Page ของคุณก็จะเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว

2. ส่งเมล์บอกเพื่อนๆ - ฟังดูเป็นวิธีโปรโมท แบบเก่าๆ” มั๊ย ไม่ต้อง อาย” นะคะ  แล้วก็ไม่ได้เป็นการสแปมหรอก เราไม่ได้ส่งทุกวันนี่นา แล้วก็เพื่อนๆ เราทั้งนั้น ใน Address Book ค่ะ  ถ้าคุณจะโฆษณาให้คนรู้จักเยอะๆ แต่กับแค่เพื่อนๆ เราเองยังอาย แล้วจะเรียกว่าเป็นการโปรโมทได้ยังไง   

3. สร้าง แบรนด์” ให้บัญชี Facebook ของท่าน - พูดถึง (ให้ลิ้งค์) หน้าแฟนเพจของคุณตามที่ต่างๆ เช่นในโบรชัวร์ จดหมาย นามบัตร ลายเซ็น/คำลงท้ายในอีเมล์ โฆษณาอื่นๆ ใบปลิว ใบเสร็จ หางตั๋ว เอกสารใดๆ
Facebook Fan Page ก็เป็นเหมือนอะไรๆ ที่ท่านอยากโปรโมทให้คนอื่นรู้จักนั่นแหละ คุณก็ต้องเอามันไป โผล่” ไว้ทุกที่ที่คนมีโอกาสจะได้เห็น ทุกที่ที่ลูกค้าของคุณจะผ่านมาเห็นพอดี ทุกที่ที่คุณนึกได้

4. บอกกล่าวเรื่องราวธุรกิจของคุณ - ในหน้าแฟนเพจ จะมี Tab “ข้อมูล” ก็ใช้พื้นที่นี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดนะคะ ใส่ URL ของเว็บไซต์/Blog ของคุณที่นั่น ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท วิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจต่างๆ แล้วก็ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณมีให้กับผู้มุ่งหวัง
ใส่ลิ้งค์ที่เชื่อมไปยังหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ เช่นหน้าที่มีแบบฟอร์มลงทะเบียน สื่อสังคม (Social Media)อื่นๆ ที่คุณใช้ หรือหน้าไหนก็ได้ที่น่าสนใจ

5. สร้าง Landing Page พร้อมทั้งขอให้ผู้อ่านทำอะไรสักอย่าง - อย่าปล่อยให้คนที่มาเยี่ยมชมFacebook ของคุณเข้ามาดูๆ แล้วก็ไป หาวิธีทำให้เขาคลิก “ชื่นชอบ” เป็นแฟนของคุณ
เราสามารถสร้าง Tab ขึ้นใหม่ด้วย Application (ของ Facebook) ที่ชื่อว่า FBML (Facebook Markup Language) หรือจะใช้วิธีสร้าง iFrame แล้วดึงหน้าเว็บจากข้างนอกขึ้นมาแสดงก็ได้ แล้วก็ config ให้คนที่ยังไม่ได้ Like เรา’ ถ้าเขาเข้ามาที่หน้าแฟนเพจ บังคับให้ไปดูที่ Tab นี้ก่อน (ไม่ใช่ไปที่กระดานข้อความ – อย่างนี้ทำได้ค่ะ) แล้วก็ที่ Tab นี้เราก็ขอให้เขาคลิก Like ซะก่อน โดยอาจจะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เป็นการตอบแทน

6. ประกาศ URL เว็บไซต์ของคุณดังๆ - ที่ด้านบนซ้ายของหน้า Fan Page เราจะสามารถใส่ Logo ลงไปได้ (เต็มที่..กว้าง 200 x 600 pixel) ตรงส่วนนั้นก็อย่าลืมใส่ URL ของเว็บไซต์/Blog ของคุณไปด้วย
ใช่เลย..คุณมี URL ของเว็บไซต์นี้ใน Tab “ข้อมูล” แล้ว   เราไม่รู้นี่..ว่าคนเขาจะเข้าไปอ่านในนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ทุกคนต้องเหลือบมอง Logo ของคุณอย่างแน่นอน แม้ว่ามันจะคลิกไม่ไป แต่อย่างน้อย คนอ่านก็จะจำ URL ไปลองพิมพ์ได้

7. อะไรก็ไม่สำคัญเท่า เนื้อหาสาระ” - นักการตลาดทุกคนรู้ว่า สิ่งที่สร้างความสัมพันธ์กับ ว่าที่ลูกค้า’ ได้ดีที่สุดก็คือเนื้อหาสาระในหน้าเว็บ (หรือหน้าแฟนเพจ) ของเรานั่นเอง
โพสต์ข้อความที่เป็นประโยชน์ เป็นสาระ มีคุณค่าต่อทุกคนซักวันละครั้ง หรือ 2-3 ครั้ง/วันยิ่งดี และอย่าลืม config หน้า Fan Page ของคุณให้ผู้คนเขาสามารถ comment, like โพสต์/รูปถ่าย/วีดีโอ ของคุณได้ด้วยนะ

8. นำเสนออะไรๆ ดีๆ ผ่านทางหน้า Fan Page บ้าง - แอพพลิเคชั่น FBML ที่กล่าวไปแล้ว นอกจากจะใช้ทำเป็น Landing Page แล้ว คุณยังใช้มันเป็นเหมือนหน้าเว็บเล็กๆ ได้ด้วย ใช้เป็นพื้นที่แจกคูปองส่วนลด จัดรายการ แจกรางวัล จัดกิจกรรม หรือประกาศข่าว ประกาศรับสมัครงาน — ได้หมดเลยค่ะ   คิดซะว่า Tab หนึ่งในหน้า Fan Page นั้นเป็น ส่วนขยาย” ของเว็บไซต์/Blog ของคุณ

9. ส่งข้อความโดยตรงถึงผู้ที่ชื่นชอบคุณบ้าง - ถ้าเทียบกับ Group แล้ว Group จะมีข้อจำกัดตรงที่ว่ามันสามารถสื่อสารกับ เพื่อน” ได้จำกัด ตามข้อจำกัดของจำนวนเพื่อน คือ 5,000 คน แต่ด้วยฟีเจอร์Update คุณจะสามารถส่งข้อความ (เหมือนอีเมล์) ถึงทุกคนที่ชื่นชอบ (คลิก Like ท่าน) มันคล้ายกับอีเมล์ แต่มันไม่ได้ไปเข้าที่ inbox   แต่มันไปเข้าที่ Notification (การแจ้งเตือน) ของฝ่ายรับ
คุณอาจใช้วิธีนี้ในการประกาศข่าว ส่งข้อความสื่อสารต่างๆ แต่อย่าทำบ่อยนะ มันจะน่ารำคาญเกินไปถ้าได้รับข้อความ (แม้จะสั้นๆ ก็เถอะ) จากใครบางคนทุกวัน

10. เก็บ List รายชื่อ - อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง FBML อีกครั้ง เพราะมันเก่งพอๆ กับ HTML คือว่าเราสามารถใช้ FBML สร้างแบบฟอร์มเพื่อเก็บลิสต์รายชื่อผู้มุ่งหวังได้ด้วย โดยเชื่อมโยงมัน กับระบบ E-mail Autoresponder ของคุณ

11. สำรวจ/วิจัยข้อมูลแฟนๆ ของคุณบ้าง - Facebook มีเครื่องมือที่เรียกว่า Insights ที่มันจะช่วยบอกถึงข้อมูลทางสถิติต่างๆ ของผู้เยี่ยมชมหน้า Fan Page ของคุณ เช่น เพศ อายุ จำนวน กราฟสถิติต่างๆ แม้ว่าข้อมูลที่ได้จะไม่ละเอียด/สวยหรู แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้คุณรู้จักบรรดาแฟนๆ ได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยไม่ใช่หรือ

12. สำรวจคู่แข่ง - ก็ในการทำการตลาดของคุณ นอกจากจะสำรวจตัวเองแล้ว เรายังต้องสำรวจคู่แข่งด้วย ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น เราคงไม่ยกเว้น Facebook ใช่ไหมคะ
ลองศึกษาดูหน้าแฟนเพจของคู่แข่งว่า เขาใช้ Feature ใด ใช้ Application อะไร ออกแบบหน้าตาแฟนเพจอย่างไร มี function อะไรบ้าง อะไรที่ดี..เราก็ทำตาม ไม่แปลกค่ะ

13. ใช้ประโยชน์สูงสุด - มีเครื่องมือและ feature มากมายใน Facebook ให้คุณเลือกใช้ เช่น การแชร์วีดีโอการเอา Blog Post มาแสดงใน Application Tab, ทำโพลล์ จาระนัยไม่หมด
ถ้าท่านซีเรียสที่จะใช้ Facebook Fan Page เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดออนไลน์ของคุณละก็ อย่าลืมโปรโมทแฟนเพจบ้างนะคะ ศึกษาวิธีใช้ และวิธีการต่างๆ จาก Google และหาอ่านได้ตามหนังสือ
                    อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ และอย่าเพียงแค่เรียนและรู้ 
              
                แต่ต้องเอามาปรับใช้จริงด้วย แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลค่ะ